4/27/2558

ประโยชน์ของการนำระบบสมรรถนะไปใช้ภายในองค์กร



การนำระบบสมรรถนะไปใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคลในองค์กรมีประโยชน์ต่อบุคลากร ผู้บริหาร หน่วยงาน ผู้บริหารระดับสูง และฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล ดังนี้

บุคลากร (Operators)
ช่วยให้บุคลากรทราบถึงระดับสมรรถนะของตนเอง (ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ) ว่าอยู่ในระดับใด มีจุดแข็งจุดอ่อนในเรื่องใดบ้าง และจะต้องพัฒนาสมรรถนะในเรื่องใดบ้าง
ช่วยให้บุคลากรทราบกรอบพฤติกรรมมาตรฐาน หรือพฤติกรรมที่องค์กรคาดหวังให้ตน แสดงพฤติกรรมในตำแหน่งนั้นอย่างไรบ้าง และสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดผลความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมในการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจน และเป็นระบบมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร
ช่วยให้พนักงานทราบถึงเส้นทางความเจริญเติบโตก้าวหน้าในสายวิชาชีพ (Career Development) ของตนเอง และแนวทางการพัฒนาศักยภาพของตนเองให้บรรลุเป้าหมายได้อย่าง ชัดเจน

ผู้บริหารระดับหน่วยงาน (Director, Dean)
ช่วยให้ผู้บริหารระดับหน่วยงานทราบถึงสมรรถนะ (ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ) ที่ บุคลากรในหน่วยงานของตนเองจำเป็นต้องมีเพื่อให้การปฏิบัติงานในตำแหน่งนั้นประสบความสำเร็จ และบรรลุเป้าหมาย
เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานของตนเป็นรายบุคคล
ใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาสรรหาและคัดเลือกบุคลากรของหน่วยงานให้ตรงกับ คุณสมบัติของตำแหน่งงานนั้น ๆ

ผู้บริหารระดับสูง (Top Executive)
สามารถเชื่อมโยงหรือแปลงวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัฒนธรรมองค์กร หรือยุทธศาสตร์ของ องค์กรมาสู่กระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคลได้อย่างชัดเจน
ใช้สมรรถนะเป็นตัวผลักดัน (Driver) ให้วิสัยทัศน์ พันธกิจ วัฒนธรรมองค์กรหรือ ยุทธศาสตร์ขององค์กรบรรลุเป้าหมายในการดำเนินงาน
ช่วยให้องค์กรสามารถประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนในศักยภาพของบุคลากรในองค์กร และ สามารถนำไปใช้ในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สามารถนำไปใช้วัดผลการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างเป็นระบบและชัดเจน
ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management Division)

เห็นภาพรวมของสมรรถนะองค์กร สมรรถนะหลัก และสมรรถนะตามกลุ่มงาน/สาย วิชาชีพของบุคลากรทุกตำแหน่งงาน
สามารถวิเคราะห์ความจำเป็นในการพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรในองค์กรได้ตรง ตามความต้องการของบุคลากรและหน่วย
นำไปใช้เป็นพื้นฐานในการบริหารทรัพยากรบุคคลในองค์กร อาทิเช่นการสรรหาและ คัดเลือก การพัฒนาบุคลากร การประเมินผลการปฏิบัติงานการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง การ พัฒนาความก้าวหน้า ในสายอาชีพ การดูแลรักษาบุคลากร และการจ่ายผลตอบแทน เป็นต้น

ขอบคุณแหล่งที่มา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

เทคนิคการทำงานให้ประสบความสำเร็จ


เทคนิคการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

           "ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน"ประโยคนี้ เป็นคำพูดที่ฮิต ติดปาก ของคนทำงานหลายคน เพื่อใช้เป็นกำลังใจ หรือคำพูดปลอบใจให้กับตัวเอง เพื่อนร่วมงาน และบุคคลรอบข้าง แน่นอน ความขยัน ไม่ทำให้คนเราอดตาย โดยเฉพาะในยุคสมัยของ”ไอ้ขวัญ อีเรียม” ที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ หรือการศึกษามากมาย หาปู ปลา ผัก ตามห้วยหนองคลองบึง เลี้ยงปากท้องได้ เนื่องจากธรรมชาติ สภาพแวดล้อม และยุคสมัยเอื้ออำนวยอยู่  แต่ปัจจุบันยุคสมัยได้เปลี่ยนไป เข้าสู่โลกแห่งการพัฒนาทั้งทางด้านเทคโนโลยี่ และด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่มีการแข่งขันกันตลอดเวลา ประโยคที่ว่า "ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน" อาจจะใช้ได้อยู่กับบางสถานการณ์ สังคม หรือประเทศเท่านั้น และต้องถูกที่ ถูกกาละเทศะ บริบทต่างๆ ด้วย จึงจะเห็นได้ว่าในวัยทำงานยุคปัจจุบัน หลายคน ขยันมากมาย ทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต อุทิศตนเองให้กับองค์กร ที่ตนเองทำงานอยู่ ก็ไม่ประสบความสำเร็จสักที ซึ่งแน่นอนแต่ละคนย่อมมีความคาดหวังให้ตนเอง มีหน้าที่การงานทำที่ดี และนอกเหนือจากนั้น ยังต้องการให้ตนเองประสบความสำเร็จ ก้าวไปกับองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่

            ทั้งนี้มีเทคนิคหนึ่ง ที่อยากจะนำมาเสนอ และแนะนำ ให้กับทุกท่าน เพื่อสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน นั่นคือการ “พลอดรัก” ซึ่งไม่ใช่เป็นการขอความรักระหว่างชายหนุ่มหญิงสาว แต่เป็นเทคนิคการทำงานให้ประสบความสำเร็จ อีกแนวทางหนึ่ง ดังนี้

1. พ-พัฒนาตนเอง

            ศึกษา จุดด้อย ข้อบกพร่อง จุดแข็ง ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลิกลักษณะ พฤติกรรม หรือแม้แต่วิธีการทำงานของตนเอง สิ่งไหนที่มีดีอยู่แล้ว ต้องหมั่นต่อยอด พัฒนา ให้ดียิ่งขึ้น สิ่งไหนที่ เป็นจุดอ่อน จุดบกพร่องปรับปรุง ศึกษาหาความรู้ต่อเติมให้ดีกว่าเดิม วัยทำงานจะต้องเป็นนักสำรวจ หรือมีหัวใจเป็นนักพัฒนาอยู่เสมอในทุกด้าน

2. ล-หลากหลายทักษะ

             ทุกองค์กร หรือบริษัทในปัจจุบัน ต้องการพนักงานที่มีความหลากหลายในทักษะการทำงาน (Multi-skills) เพื่อเข้ามาพัฒนา ปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น เนื่องจากพนักงานที่มีความสามารถหลายอย่าง ย่อมไม่ปฏิเสธ หรือลีกเลี่ยงการทำงานที่มอบหมายให้ เพราะเป็นบุคคลที่สามารถ พัฒนาตนเอง เพื่อนร่วมงานอย่างต่อเนื่อง บุคคลเหล่านี้ จะไม่ปฏิเสธการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำตนเป็นเหมือนแก้วน้ำที่ไม่เต็ม รับฟังความคิดเห็น ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีตลอดเวลา

3. อ-อดทน

             พลังแห่งความสำเร็จในการทำงาน คือ การอดทน ต่อสถานการณ์ต่างๆ ในสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานที่ได้รับมอบหมาย พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของหัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน หลายคนทนไม่ได้กับการได้รับการพูดจา ดูถูก สบประมาท ลาออกจากที่ทำงานทันที โดยหารู้ไม่ว่า สิ่งนั้นอาจจะเป็นยาพิษ ที่ทำร้ายตนเอง ทำให้คุณไม่สามารถได้งานใหม่ เพราะประวัติการทำงานของคุณเสีย ไม่สามารถเผชิญ กับสถานการณ์ตึงเครียด หรือสถานการณ์อันเลวร้ายในที่ทำงานได้ จงมีความอดทนและอดกลั้นเข้าไว้ แล้วคุณจะสามารถเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ได้สำเร็จ

4. ด-ดึงดูด

             พนักงานที่มีความกระตือรือร้น ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ลองผิด ลองถูก อย่างสม่ำเสมอ คอยดึงดูด เอาความรู้จาก หนังสือ ผู้คนรอบข้าง อินเตอร์เน็ต มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน จนทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ย่อมสามารถดึงดูด ความสนใจจากหัวหน้างาน ทีมงาน ให้เห็นศักยภาพของพนักงานคนนั้นได้ บุคคลที่มีทักษะในการดึงดูดนั้นจะสามารถทำงานเป็นทีม และทำงานคนเดียวอย่างอิสระได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ และโดยส่วนใหญ่คนที่มีทักษะดึงดูด มักจะมีความกระตือรือร้นจะเป็นคนที่ชอบลองผิดลองถูก มาทำงานก่อนเวลาเสมอเพื่อหาโอกาสค้นคว้าข้อมูลและหาความรู้เพิ่มเติม พยายามที่จะให้งานเสร็จก่อนหรือตรงตามเวลาที่กำหนด ซึ่งแตกต่างจากคนที่ขาดความกระตือรือร้น และความดึงดูด โดยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่อยากให้วันทำงานมาถึง รอคอยเวลาเลิกงานหรือเสร็จสิ้นสัปดาห์การทำงาน ทำงานเฉื่อย ไม่สนใจรับฟังข้อมูลข่าวสารใด ๆ เลย บุคคลเหล่านี้ ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานแน่นอน

5. ร-รักงานที่ทำ

             เราไม่สามารถให้งานมารักได้ แต่เราสามารถรักงานที่ทำได้ ใตร่ตรอง และพิจารณาดูเสมอ ว่างานที่เราทำอยู่นั้น มีคุณค่ากับเรามากมายเพียงใด ให้อะไรกับเราบ้าง ทำใจให้รักงาน เพราะคำว่ารัก เป็นพื้นฐานของความสำเร็จทุกอย่าง และทำให้คุณมีความสุขกับมัน เมื่อคุณมีความรักในตัวงาน หรือแม้แต่รักองค์กร คุณจะมีความสุขกับงานที่ทำ ซึ่งจะทำให้คุณพยายามหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าของงานที่ทำอยู่ตลอดเวลา และนั่นจะส่งผลให้คุณรู้จักวางแผนชีวิตและเป้าหมายความสำเร็จในการทำงานของคุณ ถ้าคุณไม่สามารถรักงานที่คุณทำอยู่ได้ ความเบื่อหน่าย ความท้อแท้จะเกิดกับคุณ และในที่สุดคุณก็จะจากมันไป และเสาะแสวงหางานที่คุณรักอยู่เรื่อยๆ จะทำให้คุณ ไม่ประสบความสำเร็จสักที เพราะมัวแต่ไปนับหนึ่งเริ่มต้นใหม่

6. ก-การจัดการเป็นเลิศ

             คนที่มีทักษะในการจัดการเป็นเลิศนั้น จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในเรื่องครอบครัว และ หน้าที่การงาน เพราะเขาจะเป็นคนที่รู้จักวางแผน ทำงานเป็นขั้นตอน รู้จักความเสี่ยง และหามาตรการมาป้องกัน พร้อมกันนั้นยังมีความสามารถในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกวางแผน จัดการ วางไว้เป็นขั้นเป็นตอนเรียบร้อยแล้ว พอถึงเวลาที่จะนำมาใช้นั้นมันช่างง่ายเหลือเกิน ปราศจากความสับสนและวุ่นวาย ประหยัดทั้งเวลา และทรัพยกรต่างๆ ลองสำรวจตัวเองดูว่า การที่คุณจะทำการอย่างใด อย่างหนึ่ง คุณทำได้ง่ายไหม หรือมีแต่ความสับสนวุ่นวาย ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี นั่นแสดงว่าถึงเวลาแล้ว ที่คุณจะต้องมาพัฒนาการทักษะการจัดการของคุณ

             บุคคล ในวัยทำงาน จะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ นอกจากจะเป็นผู้ที่มีความรู้ อันกอปร ด้วยวัยวุฒิ และคุณวุฒิแล้ว ควรต้องนำทักษะอื่นๆ เข้ามาเสริม เข้ามาปรับปรุง และจัดการในการทำงานของตน โดยทักษะเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ก็จากการสังเกตุ การเรียนรู้ การศึกษา ค้นคว้า และการนำประยุกต์ใช้  เทคนิด “พลอดรัก”  (พ-ล-อ-ด-รั-ก) พ-พัฒนาตนเอง,ล-หลากหลายทักษะ,อ-อดทน,ด-ดึงดูด,ร-รักงานที่ทำ,ก-การจัดการเป็นเลิศ ก็อาจจะเป็นวิธีหนึ่ง ที่สามารถทำให้ผู้ที่นำไปฝึกฝน ปฏิบัติ ปรับเปลี่ยน พัฒนา ตนเองในสถานที่ทำงาน หรือในชีวิตประจำวัน ประสบความสำเร็จในสายอาชีพการงาน และตำแหน่งงานที่ตนเองทำอยู่ได้

ขอบคุณ แหล่งที่มา
- See more at: http://www.manpowerthailand.com/know_detail.php?id=69#sthash.Vh1hnBck.dpuf

3/16/2558

เทคนิคการกิน นอน ปรับตัว ของคนทำงานเป็นกะ

มีหลากหลายอาชีพในสังคมที่ต้องผลัดกันทำงานอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพสายบริการ เช่น พนักงานโรงแรม แพทย์ พยาบาล ตำรวจ หรืออาชีพสายอื่น ๆ เช่น พนักงานโรงงานอุตสาหกรรม นักจัดรายการวิทยุ ฯลฯ ทำให้เกิดรูปแบบการทำงานที่เรียกว่า "การทำงานเป็นกะ" ขึ้น มีทั้งกะเช้า กะบ่าย กะดึก หรือบางคนอาจต้องทำหลายกะหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ แน่นอนว่าการทำงานแบบนี้ย่อมต้องส่งผลต่อนาฬิกาชีวิตของคนคนนั้นอย่างแน่นอน ถ้าหากไม่ดูแลร่างกายให้ดี สุขภาพก็จะทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว คราวนี้ลองมาดูเทคนิคที่จะช่วยให้มนุษย์กะทั้งหลายจัดการชีวิตได้ดีขึ้นกัน
เทคนิคการกิน
          มนุษย์กะบ่ายและกะดึก ที่ต้องทำงานค่อนคืนหรือทั้งคืนอาจต้องทนกับอาการหิวระหว่างทำงาน จะทานอะไรก็กลัวว่าจะผิดเวลา หรือห่วงอ้วนต่าง ๆ นานา ลองทำตามเทคนิคด้านล่างนี้ดูสิ
           สำหรับมนุษย์กะบ่าย ที่ต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ช่วงบ่าย และเลิกงานกลางดึก ให้ทานมื้อหนักก่อนเข้างาน ถ้าหิวระหว่างงานให้ทานผลไม้หรือขนมปังกรอบ และทานอีกเล็กน้อยหลังเลิกงาน
           มนุษย์กะดึก ควรทานมื้อเล็ก ๆ ก่อนเข้างาน ระหว่างงานทานได้เหมือนกะบ่าย และให้ทานมื้อใหญ่เป็นมื้อเช้าไปเลย
           หลีกเลี่ยงการทานของหวาน ของมันเพื่อแก้ง่วง หากทานจนติดเป็นนิสัยอาจได้โรคร้ายตามมา และเลี่ยงการทานอาหารที่ย่อยยากซึ่งจะส่งผลต่อการนอนได้
           เครื่องดื่มคาเฟอีนต่าง ๆ ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง แต่หากต้องดื่มจริง ๆ ก็ให้ดื่มก่อนเข้างานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ช่วงเวลา 8 ชั่วโมงก่อนเข้านอนให้งดกาเฟอีนเพื่อป้องกันอาการนอนไม่หลับ
เทคนิคการนอน
          เรื่องนอนเป็นเรื่องใหญ่ของคนที่ทำงานเป็นกะทั้งหลาย ไหนจะนาฬิกาชีวิตที่ไม่ตรงกับคนอื่น ไหนจะการนอนไม่หลับในตอนกลางวัน ยิ่งบางคนต้องเปลี่ยนกะไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งปรับตัวได้ลำบาก
           เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรเอาเวลาไปเที่ยวเล่นหรือปาร์ตี้ เพราะถ้าหากง่วงจนหลับในในเวลางานอาจเกิดอุบัติเหตุ หรือทำงานผิดพลาดได้
           ก่อนเข้านอนอาจอาบน้ำให้สบายตัว อ่านหนังสือ หรือฟังเพลง เพื่อสร้างความผ่อนคลายจากการทำงาน เตรียมพร้อมเข้าสู่โหมดพักผ่อนอย่างแท้จริง
           หลีกเลี่ยงการเจอแสงแดดระหว่างทางกลับบ้าน วิธีนี้จะทำให้คุณนอนหลับง่ายขึ้น เพราะแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นสมองให้เรารู้สึกไม่ง่วงนอน แนะนำให้ใส่แว่นกันแดดระหว่างเดินทาง
           ป้องกันตัวเองจากการถูกรบกวนระหว่างนอนหลับด้วยการติดตั้งผ้าม่านหนาทึบกันแสงแดดส่อง และปิดโทรศัพท์มือถือ
เทคนิคการปรับตัวเข้าสังคม
          เพราะการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกับคนอื่น อาจทำให้มนุษย์กะทั้งหลายมีปัญหากับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนรักได้
           พยายามจัดตารางชีวิต ใช้เวลาว่างที่มีให้ตรงกันกับคนรอบข้าง อาจเลือกกิจกรรมที่ทำได้ตลอดเวลา เช่น ดูหนัง เล่นเกม หรือทานข้าว
           หาเวลาช่วยเหลืองานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ อย่าให้เขาว่าได้ว่าเอาแต่ทำงานข้างนอก ไม่สนใจงานในบ้าน
           เข้าสังคมเมื่ออยู่ในที่ทำงานบ้าง เพราะพวกเขาคือเพื่อนที่มีนาฬิกาชีวิตเหมือนกันกับคุณ
           ชวนคนใกล้ตัวออกกำลังกายด้วยกัน เพื่อคุณจะได้ใช้เวลากับคนรอบข้างพร้อม ๆ กับดูแลสุขภาพไปด้วย
Did You Know?
           การงีบสั้น ๆ เป็นเวลา 15-30 นาที ก่อนเข้าทำงาน หรือในเวลาพัก จะช่วยให้คุณกระปรี้กระเปร่าขึ้น แต่หากงีบนานกว่านั้นจะได้อาการมึน ๆ เบลอ ๆ มาแทน
           ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปไม่ควรทำงานเป็นกะ เพราะสุขภาพจะทรุดโทรมได้มากกว่าคนหนุ่มสาว

ที่มา www.kapook.com

3/15/2558

เทคนิคการดูแลสุขภาพในที่ทำงาน

การมีสุขภาพที่ดี ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้หน้าที่การงานของท่านดีขึ้น เรามาดูกันว่าการดูแลสุขภาพ  ในที่ทำงานนั้นควรทำอย่างไรบ้าง

1. ล้างมือบ่อยๆ
 ล้างมือบ่อยๆ หมายถึงการล้างมือทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหารเที่ยง หรือในเวลาที่มือของท่านเปื้อนสิ่งต่างๆจากการทำงาน และควรมีเจลล้างมือติดไว้ที่โต๊ะของท่านเพื่อใช้ในการทำความสะอาดมือ
2. ทำความสะอาดโต๊ะทำงานและอุปกรณ์ต่างๆเป็นประจำ
 การทำความสะอาดโทรศัพท์, คอมพิวเตอร์, คีย์บอร์ดและสิ่งของต่างๆบนโต๊ะทำงานของท่าน รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ท่านใช้ เป็นการฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆที่สะสมอยู่บนอุปกรณ์เหล่านั้น
3. รับประทานอาหารครบ 3 มื้อ
อาหารเช้าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกๆคน ผู้ที่ต้องรีบตื่นมาทำงานส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้า ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง รวมไปถึงการอดอาหารเช้าเพื่อลดน้ำหนักก็เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง  ควรจัดหาเมนูอาหารเช้าง่ายๆที่ท่านรับประทานได้สะดวก เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารชดเชยหลังจากตื่นนอน
4. หลีกเลี่ยงการทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีอาการป่วย
คงไม่มีใครอยากติดโรคหวัด หรือโรคติดต่อต่างๆจากเพื่อนร่วมงานแน่นอน หากเห็นว่าเพื่อนร่วมงาน  ไม่สบาย ควรแนะนำให้เค้าพักผ่อนอยู่บ้านหรือไปพบแพทย์เพื่อรักษา การหลีกเลี่ยงเพื่อนร่วมงานที่มีอาการป่วยไม่ได้หมายความว่าจะต้องรังเกียจ เพื่อนร่วมงานที่ป่วย แต่เป็นการแนะนำให้เขาพักผ่อนหรือพบแพทย์จะดีกว่า
5. ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
การชงกาแฟดื่มในที่ทำงานสามารถช่วยให้ท่านหายง่วงนอนขึ้นมาได้ แต่การดื่มกาแฟมากๆก็ไม่ดีต่อสุขภาพ  ของท่านเช่นกัน การลุกเดินไปเติมน้ำเปล่ามาดื่มเป็นประจำเป็นการช่วยให้ท่านได้ขยับตัวจาก ท่านั่งเดิมๆ แก้ง่วง ไปในตัว และยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีมากขึ้น และที่สำคัญการดื่มน้ำสะอาดเกิน 8 แก้วต่อวัน สามารถช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีได้
6. พยายามเปลี่ยนท่าทางการทำงานบ่อยๆ
หากท่านรู้สึกเหนื่อยหรือเพลียจากการนั่งทำงานนานๆ ควรลุกเดินไปข้างนอกบ้าง หรือพยายามบิดตัวเปลี่ยนท่าทางในการนั่งบ่อยๆ การหลับตา 5-10 วินาทีพร้อมเปลี่ยนท่าทางในการนั่งบ่อยๆ เป็นการพักระหว่างการนั่งทำงานได้ดีทีเดียว
7. ใช้สิทธิในการลาพักร้อนให้เกิดประโยชน์
การหยุดพักเรื่องงาน และไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆและลืมเรื่องงานไปให้หมด เป็นการช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี และการทำงานก็จะดีขึ้นหลังจากท่านได้พักผ่อนจากความเครียด
8. เลิกสูบบุหรี่
ทุกท่านคงทราบกันดีแล้วว่าการสูบบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ การสูบบุหรี่ในช่วงเวลาพักเป็นประจำ เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ก็จะทำให้สุขภาพของท่านแย่ลงมากถ้าเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่ และสารนิโคตินจริงๆแล้วมาฤทธิ์ที่เพิ่มความเครียดให้กับร่างกายและสมอง มิได้ช่วยคลายความเครียดได้แต่อย่างใด
การรักษาสุขอนามัยในสถานที่ทำงาน ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติงาน ถ้าเรามีสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดี เราก็จะทำงานอย่างมีความสุขตามไปด้วย
ที่มา : 108health.com

2/06/2558

ทำไมการเปลี่ยนแปลงถึงได้ยากนัก


เรื่องของการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ถ้าเราสังเกตสิ่งรอบตัวเรา หรือแม้กระทั่งตัวเราเองก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ทำไมเราถึงไม่ค่อยอยากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้น จะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าก็ตาม

บทความวันนี้จะเน้นไปที่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงระบบงานต่างๆ ในองค์กร โดยเฉพาะระบบงานทางด้านการบริหารจัดการต่างๆ ที่ผู้บริหาร และฝ่ายงานต่างๆ พยายามเอามาปรับใช้ในองค์กร

จริงๆ แล้วองค์กรเองก็เหมือนกับคนคนหนึ่ง ที่ต้องการเติบโต ต้องการก้าวหน้า และต้องการความสำเร็จ ซึ่งสิ่งที่ต้องการเหล่านี้ ล้วนต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วมันจะเติบโตและก้าวหน้าได้ แต่เราต้องปรับปรุง ต้องเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในการนำเอาระบบการบริหารจัดการใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรของเรา มักจะมีการต่อต้าน หรือไม่ก็คิดแล้วคิดอีกว่าสิ่งใหม่ที่จะนำเข้ามานั้นมันดีจริงๆ หรือ จากประสบการณ์ของผมที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลมากว่า 20 ปี ก็พอจะสังเกตได้ว่า สาเหตุของการที่องค์กรไม่ยอมเปลี่ยนแปลง หรือจะเปลี่ยนอะไรสักอย่างช่างยากเย็นมาก นั้นมีอะไรบ้าง ลองมาดูกันนะครับ

เห็นของเดิมว่ามันดีอยู่แล้ว สาเหตุแรกที่มักจะพบเจอบ่อยๆ ก็คือ เห็นว่าของเดิมที่ใช้อยู่นั้น มันก็ดีอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย และสาเหตุที่มองว่าของเดิมดีอยู่แล้วก็เนื่องมาจาก ความสำเร็จที่ได้มาจากของเดิม ก็เลยมองว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอีกต่อไป ซึ่งบางครั้งมันไม่ใช่ เนื่องจากองค์กรมีนโยบาย มีแผนกลยุทธ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นระบบงานบางอย่างจึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ดังกล่าว
ไม่เห็นว่าของใหม่ดีกว่าอย่างไร สาเหตุนี้ต่อเนื่องจากในข้อแรก ก็คือ ยังมองไม่เห็นว่าของใหม่ที่จะนำมาใช้นั้นมันดีอย่างไร และมันจะทำให้บริษัทเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ หรือ ผู้บริหารบางองค์กรปากก็บอกว่าอยากให้มีระบบการบริหารจัดการที่ดีขึ้น แต่พอเริ่มต้นเอาระบบใหม่มาใช้ ตัวผู้บริหารที่เอ่ยปากเองก็เริ่มที่จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเสียเอง เพราะกังวลว่า ของใหม่จะทำให้บริษัทดีขึ้นจริงๆ หรือ พอไม่แน่ใจมากๆ เข้า ก็เลยกลับมาใช้แบบเดิมๆ อีก สุดท้ายก็เลยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
กลัวเกิดผลกระทบกับคนเก่าแก่ อีกสาเหตุหนึ่งก็คือกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้นจะทำให้มีผลกระทบตามมามากมาย ไม่ว่าจะเรื่องของการต่อต้าน ความเข้าใจ และที่สำคัญก็คือ ผลกระทบต่อตัวพนักงานบางคนในองค์กรซึ่งเป็นพนักงานที่อยู่ทำงานกันมานาน เรื่องนี้สิ่งที่ผมมักจะพบเจอมาก็คือ ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร บางครั้งจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะแผนงาน และกลยุทธ์ขององค์กรเปลี่ยนแปลงไป โครงสร้างองค์กรก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย แต่พอเสนอเปลี่ยนแปลง ก็จะเกิดความกลัวตามมาว่า แล้วผู้บริหารเดิมจะคิดอย่างไร ทำแบบนี้มันไม่รักษาคนเก่าแก่ไว้เลย แล้วคนกลุ่มนี้จะทำอย่างไรดี ฯลฯ ซึ่งจริงๆ แล้วมันต้องมีแผนในการรับมือกับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว เพียงแต่ผู้บริหารคิดไปก่อน และคิดไปเอง แทนที่จะมีการวางแผนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
กลัวพนักงานต่อต้าน การเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็ไม่สำเร็จเนื่องจาก ผู้บริหารกลัวว่าพนักงานจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนั้น แล้วจะทำให้การทำงานหยุดชะงักไป หรือจะรวมตัวกันประท้วง ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อการทำงานในภาพรวมของบริษัท สุดท้ายด้วยความกลัวตรงนี้ก็เลยตัดสินใจไม่เปลี่ยนแปลงอะไรดีกว่า
จริงๆ ยังมีสาเหตุย่อยๆ อีกมากมายเกี่ยวกับการไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เขียนมาข้างต้นนั้น เป็นประเด็นหลักๆ ที่มักจะพบเจอกันบ่อยๆ คำถามถัดมาก็คือ แล้วเราจะทำอย่างไรดี ถ้าองค์กรจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่ยังกลัวปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

พรุ่งนี้ผมจะเล่าให้อ่านกันนะครับว่า เราจะมีวิธีการบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างราบรื่นมากที่สุด และส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรน้อยที่สุดครับ

แหล่งที่มา https://prakal.wordpress.com

2/05/2558

เราเป็น HR ที่มีคุณค่าในตัวเอง หรือต้องพยายามบอกคนอื่นว่าเรามีคุณค่า



ถ้าคนเรามีคุณค่าในตัวเราเอง โดยปกติแล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องไปป่าวประกาศว่า เราเก่งเรื่องอะไร หรือมีคุณค่าในด้านใด เพราะจากผลงานที่เราทำ ก็น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าเราเป็นนั้นหรือไม่ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ให้ใครทราบเลย เพราะสักพัก ก็จะมีคนบอกกันปากต่อไปไปเรื่อยๆ

ฝ่ายบุคคลหรือหน่วยงานทรัพยากรบุคคลก็เช่นกัน หน่วยงานบุคคลนี้ ในอดีตถูกมองว่าเป็นหน่วยงานที่ทำงานในลักษณะของงาน Admin มากกว่า งานที่มีคุณค่าต่อองค์กร แต่ด้วยหลักการและตรรกะในเรื่องของความสำเร็จของธุรกิจที่เราต้องอาศัยคนเข้ามาทำงาน เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ ด้วยเหตุนี้ เรื่องของการบริหารคนก็เลยกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีคุณค่ามากขึ้นอย่างที่เรารับรู้ได้ในปัจจุบัน

แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าฝ่ายบุคคลจะมีความสำคัญในหลักการก็จริง แต่ในทางปฏิบัติเอง ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการหาคุณค่าในตนเองอยู่ เลยมีคำถามว่า จริงๆ แล้วฝ่ายบุคคลเป็นหน่วยงานที่มีคุณค่าในตนเองจริงๆ หรือเป็นหน่วยงานที่เราต้องไปเที่ยวป่าวประกาศว่า จริงๆ แล้วคนสำคัญนะ ดังนั้นฝ่ายบุคคลที่เราทำงานอยู่จึงมีความสำคัญนะ ลองพิจารณาจากเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ดูนะครับ

ฝ่ายบุคคลขององค์กรเราต้องพยายามบอกพนักงานทุกคนหรือเปล่า ว่างานบริหารทรัพยากรบุคคลนั้นมีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร และฝ่ายบุคคลเองก็ถือว่าเป็นหน่วยงานที่ต้องมี แต่ในความเป็นจริง กลับทำงานแบบไม่ค่อยใส่ใจระบบการบริหารบุคคลสักเท่าไหร่ ไม่มีระบบสรรหาคัดเลือกที่ดี ไม่มีระบบการพัฒนาพนักงานที่ดี ไม่มีระบบการบริหารค่าตอบแทนที่ดี ฯลฯ จนทำให้พนักงานและผู้จัดการทุกระดับรู้สึกเอือมกับฝ่ายบุคคล แต่พอถึงเวลาที่มีประชุมฝ่าย ฝ่ายบุคคลก็มักจะนำเสนอเพื่อให้นายเห็นถึงความสำคัญของการมีฝ่ายนี้ และงานนี้ ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติแทบจะไม่ได้ทำตามมาตรฐานของงานบุคคลเลย
ฝ่ายบุคคลของเราทำงานในเชิงรับมากกว่าเชิงรุกหรือเปล่า ปากก็บอกว่างานบุคคลสำคัญมาก แต่เวลาทำงานจริงๆ กลับทำงานในเชิงรับมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ต้องให้ผู้จัดการสายงาน และพนักงานบ่นให้ฟังก่อน ว่าบริษัทเรางานบุคคลยังแย่เรื่องอะไร ถึงจะเอาไปปรับปรุง ซึ่งบางเรื่องก็แทบจะไม่ปรับปรุงอะไรเลยด้วยซ้ำไป แต่พอผู้บริหารสอบถาม ก็ตอบในลักษณะที่ว่ามีข้อจำกัดในการทำงานมากมาย
ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอะไรง่ายๆ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงนั้น เราถือว่าเป็นเรื่องปกติในยุคปัจจุบัน องค์กรต้องเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ถ้าฝ่ายบุคคลที่ได้ชื่อว่า เป็น Change Agent ทำตัวไม่เปลี่ยนแปลงเสียเอง ก็จะมีปัญหาตามมาในเรื่องของการบริหารจัดการอีกมากมาย
ถ้าเราเป็นอย่างที่เขียนไว้ข้างต้น นั่นแปลว่า เรากำลังทำให้ฝ่ายบุคคลของเราหมดคุณค่าลงไปโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าเราจะไปเที่ยวป่าวประกาศว่า ฝ่ายบุคคลสำคัญนะ แต่เอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่สามารถทำแบบที่ฝ่ายบุคคลที่ดีที่เขาทำกันได้

ในทางตรงกันข้ามถ้าฝ่ายบุคคลทำงานอย่างจริงจัง และคิดไปในเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ พยายามคิดถึงประโยชน์ของพนักงานในส่วนรวม ไม่ได้มองแต่ตนเอง และผลประโยชน์ของตนเองแต่เพียงอย่างเดียว คิดถึงความรู้สึกของพนักงาน และสร้างความสมดุลให้กับบริษัท และกับพนักงานได้อย่างดี ถ้าเราทำได้แบบนี้จริงๆ เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปป่าวประกาศว่า หน่วยงานของเราสำคัญ เพราะพนักงาน และผู้บริหารจะรู้เองว่า ขาดเราไม่ได้ และจะต้องอาศัยหน่วยงานของเราเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้

แหล่งที่มา https://prakal.wordpress.com

อยากเป็นพนักงานแบบโหลๆ หรือเป็นพนักงานที่มีแต่ความโดดเด่น



ความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นสิ่งที่ชาวมนุษย์เงินเดือน หรือคนทำงานทุกคนล้วนแต่อยากได้มันมา แต่ประเด็นก็คือ คำว่า ประสบความสำเร็จนั้น ความหมายของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก บางคนมองว่าได้รับเงินเดือนสูงๆ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งไปเรื่อยๆ โดยที่งานก็เหมือนเดิม ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่บางคนมองว่า ได้งานที่ชอบ มีความท้าทาย และได้มีโอกาสพัฒนาตนเองต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตัวเองมีความเก่งกาจสามารถมากขึ้น ส่วนเรื่องเงินเดือนหรือค่าตอบแทนนั้น ถ้าเราเก่งจริงๆ เดี๋ยวมันก็มาเอง

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ มองอย่างไรกับคำว่าประสบความสำเร็จในการทำงาน

คนเราส่วนใหญ่ ถูกสอนให้คิดไปในทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การใช้ชีวิต และมักจะไม่ค่อยมีคำถามให้กับตนเองสักเท่าไหร่ ว่าทำไมเราถึงต้องทำแบบนั้น

บางคนถูกสอนตั้งแต่เด็กๆ ว่า จะต้องเรียนหนังสือให้ดี เกรดต้องดี เพราะมันจะส่งผลต่อการทำงาน และการได้งานทำ ถ้าอยากได้งานที่เงินเดือนดีๆ ก็ต้องเรียนหนังสือให้เก่ง เกรดต้องดีด้วย

พอจบมาทำงาน ก็พยายามที่จะเลือกงานที่มีเงินเดือนเยอะๆ ไว้ก่อน โดยที่ไม่มองว่า จริงๆ แล้วตนเองชอบงานนั้นหรือไม่ คิดแค่เพียงว่า ต้องได้รับเงินเดือนเยอะๆ และต้องได้เลื่อนตำแหน่งเร็วๆ เพราะนี่คือสิ่งที่สะท้อนความสำเร็จในชีวิตการทำงาน

คำถามคือ เป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ?

คนที่คิดแบบนั้น จะมีลักษณะทัศนคติในการทำงานที่เหมือนกันเกือบหมด คือ ถ้าบริษัทไม่ให้เงินเดือนที่ดี ก็จะไม่ตกลงทำงาน ทั้งๆ ที่ตัวเราเองยังไม่ได้แสดงผลงานอะไรเลย แต่เราก็ต่อรองเรื่องเงินเดือนกันแล้ว ถ้าโชคดีเจอบริษัทที่ให้เงินเดือนตามที่เราต้องการได้ สิ่งต่อไปที่เราต้องการก็คือ การได้ขึ้นเงินเดือนเยอะๆ และการได้รับการเลื่อนตำแหน่งเร็วๆ โดยที่ไม่สนใจว่าผลงานที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดี

คนที่คิดแบบนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหมือนกับพนักงานส่วนใหญ่ ก็คือ เป็นพนักงานแบบยกโหล ก็คือ ไม่เคยถามตัวเองว่า เราจะประสบความสำเร็จจริงๆ ได้อย่างไร ไม่เคยถามตัวเองว่า ที่เราทำงานอยู่ทุกวันนี้ จะมีความก้าวหน้าได้อย่างไรในการทำงานจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่เพียงตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

แล้วพนักงานแบบไหนที่มีความโดดเด่น และเป็นพนักงานที่องค์กรอยากเก็บไว้มากที่สุด

มีเป้าหมายในการทำงานของตนเองที่ชัดเจน ถ้าไม่อยากเป็นพนักงานแบบโหลๆ ก็คงต้องมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนมากๆ ว่าเราเองอยากที่จะทำงานอะไร รักงานอะไร และจะเติบโตในงานนี้ได้อย่างไร ไม่ใช่แบบว่า ทำงานอะไรก็ได้ แต่ขอให้ได้เงินเดือนตามที่เราต้องการ ถ้าคิดแบบนี้ ก็คงไม่โตไปไหนได้อย่างแน่นอน
ทำงานด้วยความใส่ใจ พนักงานที่มีความโดดเด่นกว่าคนอื่นนั้น จะมีนิสัยอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากคนอื่น ก็คือ จะลงมือทำงานด้วยความใส่ใจ ตั้งใจ ไม่ใช่แค่เพียงทำเสร็จตามคำสั่งเท่านั้น แต่จะทำไป คิดไป และคิดต่อยอดไปอีกว่า จะทำยังไงให้งานเสร็จเร็วขึ้น และทำยังไงให้งานออกมาดีกว่าที่เคยเป็นมาก่อน จะคิดด้วยว่า งานที่ทำอยู่นั้นมีอะไรที่ยังไม่ดีบ้าง และจะทำอะไรให้ดีขึ้นได้บ้าง ผิดกับพนักงานแบบยกโหล จะคิดเหมือนกันว่า ทำงานให้เสร็จตามที่นายสั่งก็พอแล้ว เพราะเงินเดือนก็ได้อยู่แค่นี้ จะทำอะไรมากมาย
ทำงานเกินกว่าเงินเดือนที่ได้รับ อีกประเด็นหนึ่งที่จะทำให้เราไม่ใช่พนักงานแบบยกโหลก็คือ เราต้องมีทัศนคติแบบทำงานเกินกว่าเงินเดือนที่ได้รับ กล่าวคือ เวลานายมอบหมายงานอะไรที่นอกเหนือจาก Job Description ก็จะยินดีที่จะทำให้ หรือนายให้งานที่ยากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทำให้เราต้องใช้เวลามากขึ้น ใช้ความพยายามมากขึ้น พนักงานที่ประสบความสำเร็จจะคิดว่านี่คือสิ่งที่ท้าทายในการทำงาน และถ้าทำสำเร็จ เราก็จะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขึ้นหนึ่ง โดยไม่คิดเลยว่ามันจะเกินกว่าเงินเดือนที่เราได้รับอยู่หรือเปล่า แต่ในทางตรงกันข้ามพนักงานยกโหลก็มักจะคิดแค่เพียงว่า ทำแค่นี้ก็พอแล้ว และมักจะปฏิเสธงานยากๆ หรืองานใหม่ๆ ที่นายให้มา โดยให้เหตุผลว่าไม่มีเวลาทำ หรือบ่ายเบี่ยงไปเรื่อย โดยไม่เคยรู้เลยว่า การที่นายให้งานที่ยากขึ้นก็คือต้องการที่จะให้ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ และเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ได้ว่าเราจะเหมาะสมกับการเติบโตในองค์กรสักเพียงใด
พัฒนาตนเองอยู่เสมอ พนักงานแบบไม่ยกโหลจะมีคุณสมบัติอีกประการหนึ่งก็คือ จะเป็นคนที่พัฒนาตนเองอยู่เสมอ และพัฒนาโดยที่นาย หรือองค์กรไม่ต้องสั่ง หรือมอบหมายด้วยซ้ำไป พนักงานบางคนต้องรอให้บริษัทส่งไปอบรม หรือส่งไปเรียน แต่พนักงานที่มีความโดดเด่นนั้น จะพยายามขวนขวาย เรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การฟังบทเรียนความรู้ต่างๆ และการเรียนรู้งานใหม่ๆ จากนายของตนเอง ผิดกับพนักงานธรรมดาๆ ก็คือ มักจะคิดว่า ถ้าองค์กรอยากให้เราเก่งขึ้นก็ต้องหาทางพัฒนาเราสิ บางคนบริษัทส่งไปเรียนแต่กลับไม่ตั้งใจ โดดการสัมมนาบ้าง หรือไปแบบไม่จบวันก็มี แล้วเอาเวลานั้นไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน บางคนพอเลิกงานก็ไม่คิดที่จะพัฒนาตนเองในเรื่องของอนาคตการทำงานเลย เอาแต่ไปเที่ยวเล่นดูหนัง เฮฮาปาร์ตี้ไปเรื่อยๆ แล้วไม่ใช่แบบนานๆ ทีนะครับ แต่ไปแบบทุกวัน พอสุดท้ายก็มาคิดว่า “รู้งี้ไม่น่าทำแบบนี้เลย” แต่มันก็ช้าไปแล้ว ทำไมไม่ทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจริงมั้ยครับ
กล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง พนักงานที่โดดเด่นและไม่เป็นแบบยกโหลนั้น มักจะเป็นคนที่กล้าคิด กล้าแสดงออก เมื่อคิดในสิ่งที่ถูกต้องก็กล้าที่จะบอกในสิ่งที่ถูกต้องเช่นกัน ในการคิดนั้นก็จะเป็นคนที่คิดต่อยอดสิ่งใหม่ๆ ไม่คิดวนเวียนอยู่กับสิ่งเดิมๆ เมื่อคิดได้แล้ว ก็จะแสดงออกให้เห็น โดยการนำเสนอความคิดนั้นอย่างมั่นใจ โดยไม่กังวลว่าคนอื่นจะมองว่าเราโง่ หรือมองว่าเราเด็ก หรือ ฯลฯ นอกจากคิดแล้ว ยังพยายามที่จะลงมือทำให้สำเร็จอีกด้วย ในกรณีที่ความคิดนั้นเป็นความคิดที่ดีและได้รับความเห็นชอบ ก็จะลงมือทำ และสร้างความฝันนั้นให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ผิดกับพนักงานแบบยกโหลก็คือ นั่งเงียบเวลาประชุม ไม่เคยคิด ไม่เคยแสดงออกอะไรให้เห็น คิดแค่ว่า “จะคิดไปทำไม เดี๋ยวคนอื่นก็หาว่าเราไม่ฉลาด” หรือ คิดไปเองว่าเราเด็กเกินไป เราไม่เก่ง ไม่มั่นใจ ฯลฯ คิดแบบนี้ เราก็จะเป็นได้แค่เพียงพนักงานยกโหลเท่านั้น
ถ้าเราจะเป็นพนักงานที่ไม่ใช่พนักงานแบบยกโหล และเป็นแบบที่ใครก็เป็นกัน แต่อยากเป็นพนักงานที่มีความโดดเด่น และเป็นที่ต้องการของบริษัท เราก็คงต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง ทั้งความคิด และการกระทำเสียใหม่ ไม่ให้เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่เขาเป็นกัน

แล้วเราก็จะเป็นพนักงานที่ทุกองค์กรต้องการตัวครับ

แหล่งที่มา https://prakal.wordpress.com

6 วิธีในการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นแบบง่ายๆ



1. ยินดีและยอมรับการเปลี่ยนแปลง
การพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น คุณจำเป็นจะต้องมีความต้องการอย่างมากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง การเปลี่ยนแปลงตัวเองคือทางเดียวที่จะพาสิ่งที่คุณเป็นในทุกวันนี้ ไปสู่ตัวคุณที่คุณต้องการจะเป็น
คนส่วนใหญ่ไม่ชอบและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะเป็นแรงฉุดที่ทำให้คุณอยู่กับที่ พยายามเปิดใจ ยินดีและยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่คุณตัดสินใจทำ คิดถึงความสุขและความสำเร็จที่คุณได้รับเสมือนหนึ่งว่า คุณสามารถพัฒนาตัวเองสำเร็จแล้ว

2. หยุดหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเอง
เมื่อเกิดปัญหาก่อนหน้านี้ บ่อยครั้งที่ผมมักจะโทษว่าเป็นความผิดของคนหรือสิ่งต่างๆที่อยุ่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็น เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ลูกค้่า จราจร หรือดินฟ้าอากาศ
หลังจากผมได้เรียนรู้หลักในการรับผิดชอบ  100% เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ทำให้พบว่าการกล่าวโทษหรือบ่นให้กับสิ่งต่างๆ นอกจากจะไม่ทำให้อะไรดีขึ้น แล้วยังทำให้ตัวเรามีความสุขน้อยลงด้วย
เมื่อทำสิ่งใดแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ ยืดอกแล้วยอมรับเถอะครับ ว่าเป็นเพราะตัวของเราเอง ใช้มันเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นจะดีกว่า

3. ทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี
การทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งยิ่งช่วยทำให้ชีวิตเราดียิ่งขึ้น
เราอาจเริ่มจากจุดเล็กๆ เช่น การเป็นพี่ที่ดีให้กับน้องๆ การเป็นโค้ชให้กับเด็กๆ และการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก ไม่ว่าคุณทำอะไร มันจะช่วยทำให้คุณรู้สึกว่ามีคนที่นับถือคุณอยู่ คอยดูคุณเป็นแบบอย่างที่ดีของพวกเขา

4. รู้จักการให้อภัย
ทุกคนรู้ว่าเป็นเรื่องดีแต่เป็นเรื่องยากที่จะให้อภัยกับคนที่ทำให้เราเสียใจหรือผิดหวัง แต่หากคุณสังเกตุดูตัวเอง ความโกรธที่คุณมี เหมือนกับการกำถ่านร้อนๆ ที่คุณพร้อมจะโยนใส่คนอื่น แต่คนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือตัวเราเองที่ถูกเผาอยู่คนเดียว
คิดซ๊ะว่าคนเราทำผิดพลาดกันได้ เรียนรู้ที่จะปล่อยวางและให้อภัยแล้วคุณจะพบว่าตัวเราเองที่รู้สึกมีความสุขที่สุด

5. รู้จักการรับฟังที่ดี
ผู้คนในทุกวันนี้รีบเร่ง ยุ่งอยู่ตลอดเวลา ในการทำงาน ครอบครัว และใช้ชีวิต ไม่มีเวลาฟังในสิ่งที่สำคัญจนกระทั่งเราพลาดโอกาสสำคัญและความสุขในชีวิตไปอีกหลายอย่าง
ทำชีวิตของเราให้ช้าลงบ้าง เลือกใส่ใจและรับฟัง แล้วคุณจะพบความต้องการและโอกาสอีกมากมายที่ยังไม่มีใครได้ยิน

6. เรียนรู้ที่จะสร้างรอยยิ้มให้ผู้อื่น
สร้างนิสัยให้ตัวเอง คิดดี พูดดี และหาโอกาสสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่เรารัก และคนที่อยู่รอบๆตัวเรา ช่วยเพิ่มความสุขในแต่และวันให้กับคนอื่น แล้วคุณจะพบว่าตัวคุณเองจะรู้สึกถึงความสุขนั้นมากกว่าใครๆ


แหล่งที่มา http://www.succeedlifestyle.com/

1/21/2558

สมรรถนะในการทำงาน


สมรรถนะในการทำงาน
ระบบสมรรถนะในการทำงาน (Competency Model) เป็นเครื่องมือบริหารจัดการ ทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารทุกระดับสามารถนำมาใช้ในการ สรรหา รักษา และพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ และความสามารถและบุคลิกลักษณะเฉพาะตรงตามที่ ตำแหน่งกำหนด เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามผลตามที่คาดหวังไว้

สมรรถนะในการทำงาน (Competency) หมายถึง ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ (Knowledge, Skills, Personal Attribute) ของบุคคลที่จำเป็นต้องมี เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ประสบผลสำเร็จตามที่กำหนดไว้

ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ความรู้ที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าไม่มีความรู้ พนักงานก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบได้อย่างถูกต้อง ความรู้นี้มักจะได้จากการศึกษา อบรม สัมมนา รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้มีความรู้ในด้านนั้นๆ
ทักษะ (Skills) หมายถึงทักษะ ความสามารถเฉพาะที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้า ไม่มีทักษะแล้ว ก็ยากที่ทำให้พนักงานทำงานให้มีผลงานออกมาดีและตามเป้าหมายที่กำหนด ไว้ได้ ทักษะนี้มักจะได้มาจากการฝึกฝน หรือกระทำซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดความ ชำนาญในสิ่งนั้น

คุณลักษณะส่วนบุคคล (Personal Attribute) หมายถึง คุณลักษณะ ความคิด ทัศนคติ ค่านิยม แรงจูงใจและความต้องการส่วนตัวของบุคลล คุณลักษณะเป็นสิ่งที่ติดตัวและ เปลี่ยนแปลงได้ไม่ง่ายนักคุณลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับหน้าที่มักจะก่อให้เกิดปัญหาในการ ทำงาน และทำให้งานไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย

ขอบคุณแหล่งที่มา   มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

10/13/2557

การพัฒนาศักยภาพผู้บริหาร



พนักงานทุกคนในองค์กรจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพ ไม่เว้นแม้แต่ระดับผู้บริหารเอง ซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญในการนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย ฝ่ายพัฒนาบุคลากรจึงต้องมีการจัดทำโปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้บริหารขึ้นโดยแบ่งเป็น 3 ส่วนดังนี้
วางแผนการพัฒนาศักยภาพผู้บริหาร โดยรวบรวมข้อมูลจากคำถามต่อไปนี้ให้ได้เสียก่อน
1.ประโยชน์ที่จะได้รับจากโปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ
2.ถ้าไม่มีโปรแกรมนี้ จะมีค่าใช้จ่ายโดยประมาณเท่าไรสำหรับการเข้า-ออกของพนักงาน ผลผลิตที่ลดลง และกำลังใจในการทำงานที่ลดลง
3.จะวัดผลความสำเร็จของโปรแกรมได้อย่างไร
4.จะใช้เวลา กำลังคน และค่าใช้จ่ายเท่าไรเพื่อลงทุนพัฒนาโปรแกรมดังกล่าว
5.ผู้บริหารที่จะเข้าร่วมโปรแกรมนี้เคยได้รับการฝึกอบรมด้านใดมาแล้วบ้าง
6.พื้นฐานการศึกษาของผู้บริหารเป็นอย่างไร
7.มีประสบการณ์ในสายงานกี่ปี
8.จุดแข็งของผู้บริหารที่มีต่อองค์กรคืออะไร
9.บุคลิกลักษณะของผู้บริหารเป็นอย่างไร
10.สิ่งที่จูงใจผู้บริหารได้ดีที่สุดคืออะไร
กำหนดหัวข้อที่จำเป็นต้องพัฒนาให้เหมาะกับผู้บริหารแต่ละคน เช่น
1.การสื่อสารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
2.ทักษะการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
3.การสร้างทีม
4.การร่วมงานกับคนต่างบุคลิกภาพหลากสไตล์
5.การบริหารเวลา
6.ทักษะการมอบหมายงาน
7.การตั้งเป้าหมาย
8.ทักษะการเป็นผู้ชี้แนะ
9.ทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อธุรกิจ
นำโปรแกรมไปใช้กับผู้บริหาร
1.แนะนำโปรแกรมนี้ให้กับผู้บริหารทุกฝ่ายในปัจจุบันได้เข้าร่วม ชี้แจงถึงประโยชน์ที่ผู้บริหารจะได้รับเมื่อเข้าร่วมโปรแกรม
2.แนะนำโปรแกรมนี้ให้แก่ผู้สมัครงานระดับผู้บริหาร เพื่อจูงใจคนเก่งเข้ามาร่วมงาน บอกให้ผู้สมัครทราบว่าองค์กรลงทุนและเห็นความสำคัญของการพัฒนาผู้บริหาร
เพราะทรัพยากรบุคคลเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุด บริษัทชั้นนำจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง โดยโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มรายได้ และลดค่าใช้จ่ายขององค์กร ทั้งยังช่วยรักษาพนักงานหัวกะทิขององค์กรไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ข้อมูลจาก
http://th.jobsdb.com/TH/EN/Resources/JobSeekerArticle/leader_developmen?ID=8401

10/10/2557

ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการทำงานเป็นทีม

ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการทำงานเป็นทีม
การทำงานเป็นทีมนั้นมีความสำคัญต่อผลของงานมาก ถ้ามีทีมเวิร์คทีดีแล้วหล่ะก็รับรองว่าการทำงานทุกอย่างทุกขั้นตอนราบรื่นและประสบผลสำเร็จแน่นอน เพราะการทำงานทุกอย่างต้องได้รับการประสานงานและการร่วมมือที่ดีจากทุกคนในกลุ่มงาน ดังนั้นวันนี้เราจึงมีปัจจัยสู่ความสำเร็จในการทำงานเป็นทีมมาฝากให้ได้อ่านกันค่ะ  
1. บรรยากาศของการทำงานมีความเป็นกันเอง อบอุ่น มีความกระตือรือร้น และสร้างสรรค์ทุกคนช่วยกันทำงานอย่างจริงจัง และจริงใจ ไม่มีร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงความเบื่อหน่าย
2. ความไว้วางใจกัน (Trust) เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเป็นทีม สมาชิกทุกคนในทีมควรไว้วางใจซึ่งกันและกันได้ ซื่อสัตย์ต่อกัน สื่อสารกันอย่างเปิดเผย ไม่มีลับลมคมใน
3. มีการมอบหมายงานอย่างชัดเจน สมาชิกทีมงานเข้าใจวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และยอมรับภารกิจหลักของทีมงาน
4. บทบาท (Role) สมาชิกแต่ละคนเข้าใจและปฏิบัติตามบทบาทของตน และเรียนรู้เข้าใจในบทบาทของผู้อื่นในทีม ทุกบทบาทมีความสำคัญ รวมทั้งบทบาทในการช่วยรักษาความเป็นทีมงานให้มั่นคง เช่น การประนีประนอม การอำนวยความสะดวก การให้กำลังใจ เป็นต้น
5.  วิธีการทำงาน (Work Procedure) สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา คือ
5.1  การสื่อความ (Communication) การทำงานเป็นทีมอาศัยบรรยากาศ การสื่อความที่ชัดเจนเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ทุกคนกล้าที่จะเปิดใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนเกิดความเข้าใจ และนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพ
5.2  การตัดสินใจ (Decision Making) การทำงานเป็นทีมต้องใช้การตัดสินใจร่วมกัน เมื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกในทีมแสดงความคิดเห็น และร่วมตัดสินใจแล้ว สมาชิกย่อมเกิดความผูกพันที่จะทำในสิ่งที่ตนเองได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
5.3  ภาวะผู้นำ (Leadership) คือ บุคคลที่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น การทำงานเป็นทีมควรส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนได้มีโอกาสแสดงความเป็นผู้นำ (ไม่ใช่ผลัดกันเป็นหัวหน้า) เพื่อให้ทุกคนเกิดความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ จะได้รู้สึกว่าการทำงานเป็นทีมนั้นมีความหมาย ปรารถนาที่จะทำอีก
5.4  การกำหนดกติกา หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะเอื้อต่อการทำงานร่วมกันให้บรรลุเป้าหมาย ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกได้มีส่วนร่วม ในการกำหนดกติกา หรือกฎเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ร่วมกัน
6. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของทีม ทีมงานควรมีการประเมินผลการทำงาน เป็นระยะ ในรูปแบบทั้งไม่เป็นทางการ และเป็นทางการ โดยสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการประเมินผลงาน ทำให้สมาชิกได้ทราบความก้าวหน้าของงาน ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมทั้งพัฒนากระบวนการทำงาน หรือการปรับปรุงแก้ไขร่วมกัน ซึ่งในที่สุดสมาชิกจะได้ทราบว่าผลงานบรรลุเป้าหมาย และมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด
7. การพัฒนาทีมงานให้เข้มแข็ง
7.1  พัฒนาศักยภาพทีมงาน ด้วยการสร้างแรงจูงใจทางบวก สมาชิกมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีการจัดกิจกรรมสร้างพลังทีมงาน เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้ประสบผลสำเร็จ
7.2  การให้รางวัล ปัจจุบันการพิจารณาผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานไม่เอื้อต่อการทำงานเป็นทีม ส่วนใหญ่จะพิจารณาผลการทำงานเป็นรายบุคคล ดังนั้นระบบรางวัลที่เอื้อต่อการทำงานเป็นทีม คือ การที่ทุกคนได้รางวัลอย่างยุติธรรมทุกคน คือ ควรสนับสนุนการให้รางวัลแก่การทำงานเป็นทีมในลักษณะที่ว่างอยู่บนพื้นฐานการให้รางวัลกับกลุ่ม (Group base reward system)

เป็นไงค่ะ วิธีที่เรานำมาแนะนำ ไม่ยากเลยใช่ไหมค่ะ ลองปฏิบัติตามกันดู รับรองว่าทีมงานของคุณจะเป็นทีมงานที่มีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างแน่นอนค่ะ!!!!

(ข้อมูลจาก  http://my2tum.multiply.com)

9/05/2557

เพื่อนที่ดี



เพื่อนที่พึ่งพาได้เมื่อยามเจ็บป่วย ข้าวยากหมากแพง ถึงความวิบัติ เวลาตาย นับว่าเป็นมิตรที่แท้จริง

คนเราเวลารู้จักคบหากันนั้นก็ยากที่จะรู้จิตใจกันได้ว่าคนนี้จะเป็นเพื่อนที่แท้จริง หรือเป็นศัตรูของเรา อาจจะมาจากหลายสาเหตุก็ได้ เพราะจิตใจของคนเราทุกวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก วันนี้เป็นพวกเรา แต่วันพรุ่งนี้อาจจะไปเป็นฝ่ายตรงข้ามก็ได้ เวลาจะคบใครจะต้องระมัดระวังให้มากๆ
ลักษณะของการดูเพื่อนดี คือ เมื่อเจ็บป่วย คนเราจะเห็นใจกันหรือพิสูจน์น้ำใจกันได้ว่าจะมีน้ำใจมาเยี่ยมให้กำลังใจหรือแสดงความห่วงใยกันบ้างหรือเปล่า แม้ว่าความเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดาของสังขารก็ตาม แต่เราก็รู้กันอยู่แล้วว่า คนป่วยทุกคนต้องการกำลังใจ จะสังเกตได้ง่ายว่าโรคบางอย่างพอได้กำลังใจ มากๆ ก็หายวันหายคืน แต่ถ้าขาดกำลังใจก็จะทรุดวันทรุดคืนเหมือนกัน
เมื่อข้าวยากหมากแพง เมื่อใดที่ยากจนก็พิสูจน์น้ำใจเพื่อนๆ ได้อีกอย่างหนึ่งว่าจะทิ้งกันหรือเปล่า เพราะจะมีคำพูดติดปากกันอยู่ว่า เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก ยามมีเพื่อนก็มอง ยามหมองเพื่อนก็เมิน
เมื่อถึงความวิบัติเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ หรือแม้กระทั่งความเป็นอยู่ ก็จะได้เห็นน้ำใจของเพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี ยามที่เราดีเพื่อนมีเยอะ แต่ยามที่เราเกิดความวิบัติเสียหายหรือหมดเนื้อหมดตัว จะมีเพื่อนสักกี่คนที่จะอยู่เคียงข้างเรา เพื่อนที่ดีก็จะต้องไม่ทิ้งกันในยามเกิดความวิบัติ เสียหาย
เวลาตาย การที่เราต้องสูญเสียคนที่เป็นที่รักไม่ว่าพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ลูกหรือสามีภรรยาก็ตาม ทุกคนก็คงจะเหมือนกัน คือ ทุกข์เสียใจ ในยามที่เราต้องทุกข์ต้องเสียใจกับการพลัดพรากอย่างนี้ สิ่งที่คนเราต้องการคือกำลังใจ การเห็นอกเห็นใจ เพื่อนจะเป็นทางให้คลายความทุกข์ความเศร้าโศกลงไปบ้าง เพื่อจะได้มีกำลังใจที่จะต้องสู้กับชะตาชีวิตต่อไป
เหล่านี้เป็นลักษณะของเพื่อนที่ดี หรือเพื่อนที่แท้จริง หากใครมีเพื่อนแบบนี้ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่บางคนชีวิตทั้งชีวิตก็บอกว่าไม่เคยมีเพื่อนที่จริงใจเลย มีแต่เพื่อนที่หลอกลวง มีแต่เพื่อนกิน ไม่เคยมีเพื่อนที่ดีจริงๆ
เพราะฉะนั้นการที่คนเราจะคบกับใครก็ต้องพิจารณาดูดีๆ เพื่อนบางคนทำได้แค่เพียงเป็นเพื่อนที่รู้จักกันเท่านั้นก็พอ ไม่ต้องถลำตัวไปยุ่งเกี่ยวด้วยมาก เพราะบางครั้งเพื่อนก็พาเราเสื่อมเสียได้อย่างมากมาย ความจริงคนเราก็มีทั้งดีและไม่ดี แต่เราก็ควรจะเลือกคบแต่คนดี และสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนเราได้มากที่สุดก็คือน้ำใจนั่นเอง ถ้าคนเรามีน้ำใจต่อกันการคบกันเป็นเพื่อนก็จะช่วยสร้างสรรค์สังคมให้เป็นสุข

ขอบคุณข้อมูลจาก :: www.inwza.com

Neurobics ออกกำลังสมองเพื่อความฉับไว


หลายต่อหลายคนมักจะคิดถึงการมีสุขภาพกายที่ดีเป็นอย่างแรก จึงละเลยหรือลืมฝึกสมองในแง่ของความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ วันนี้เรามี 10 วิธีการฝึกสมองเพื่อพัฒนาความสามารถและความคิดสร้างสรรค์สำหรับคุณ ด้วย "นิวโรบิกส์" โปรแกรมที่เปรียบเสมือน การฝึกยิมนาสติกให้กับสมอง จะช่วยบริหารเซลล์สมองให้สดชื่นและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้นค่ะ
1. หลีกหนีความจำเจ
การหลีกหนีความจำเจ เป็นแก่นแท้ของแนวคิดนิวโรบิกส์ เพราะการทำอะไรซ้ำๆ นอกจากจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายแล้ว สมองก็รู้สึกเบื่อได้เช่นกัน ฉะนั้นจึงควรแสวงหาอะไรใหม่ๆ ทำบ้าง แม้เพียงเล็กน้อยแต่จะสามารถช่วยให้เซลล์ประสาทเกิดการผ่อนคลายหายเครียดจากงานประจำได้ค่ะ
2. ไม่สูดกลิ่นเดิมๆ ซ้ำๆ
ทุกเช้าเมื่อได้กลิ่นกาแฟเดิมๆ ฉีดน้ำหอมกลิ่นเดิมๆ ถ้าจมูกคนเราได้รับกลิ่นเดิมๆ บ่อยเข้า จะทำให้จมูกและประสาทส่วนรับกลิ่นชินชาต่อกลิ่นนั้นได้ค่ะ อีกทั้งการรับกลิ่นอื่นๆ ก็จะด้อยคุณภาพลงไปด้วย
3. รับรสสัมผัสใหม่ๆ
ตอนที่คุณอาบน้ำในอ่างหรืออาบแบบฝักบัว ลองแกล้งลืมถูสบู่ เจลอาบน้ำหรือแชมพูดดูสักครั้งสิคะ อาจจะทำให้การรับรสสัมผัสทางกายดีขึ้นได้
4. เปลี่ยนความถนัดส่วนตัว
คนถนัดมือขวา ก็หันมาลองใช้มือซ้ายดูบ้าง หรือหากถนัดซ้าย ก็ลองใช้มือขวาแทน ไม่ว่าจะหวีผม แปรงฟัน หรือเขียนหนังสือ ซึ่งการได้เปลี่ยนแปลงอะไรที่ซ้ำซากจำเจนั้น ไม่เพียงแค่สนุกสนาน แต่ยังทำให้สมองส่วนต่างๆ แอ็กทีฟขึ้น แล้วคุณก็จะพบว่าการได้ทำอะไรกลับด้านนั้นมันไม่ยากเย็นเหมือนที่คิดไว้เลย
5. หาทางเดินใหม่ ๆ
พยายามหาทางใหม่ๆ เดินเล่น หลีกหนีเส้นทางเก่าที่น่าเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นทางไปออฟฟิศหรือทางกลับบ้าน ทำไมไม่ลองเดินผ่านสวนสาธารณะ หรือเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นที่ไม่เคยไปดูบ้างล่ะคะ การทำเช่นนี้นอกจากจะช่วยให้สมองของคุณได้มีโอกาสคิดแล้ว คุณยังได้พบกับสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
6. ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม
การจัดบ้าน จัดสวน เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ หาที่แขวนรูปและนาฬิกาใหม่ หรือการพบปะผู้คนใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอก็ช่วยได้ค่ะ ช่วงแรกๆ อาจจะไม่ง่ายนัก แต่คุณจะค่อยๆ ชินไปเอง การปรับเปลี่ยนแบบนี้ทำให้สมองด้านซ้ายซึ่งทำงานทางด้านความคิดสร้างสรรค์มีพัฒนาการที่ดีกว่าเดิมนะคะ
7. เสริมความทรงจำด้วยกลิ่น
ขณะที่พูดโทรศัพท์หรืออ่านหนังสือควรสูดดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยไปด้วย เช่น กลิ่นมิ้นต์หรือกลิ่นมะนาว เพราะกลิ่นดังกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ความจำในรายละเอียดดียิ่งขึ้นค่ะ
8. รับประทานอาหารรสชาติแปลกๆ ทุกๆ วัน
ถ้ามีการรับประทานอาหารที่แปลกไปจากเดิม จะทำให้ประสาทรับรสทำงานได้ดีขึ้น ไม่เชื่อลองไปทางอาหารที่ร้านอาหารเวียตนาม ญี่ปุ่น จีน หรืออินเดียดูบ้างสิคะ กลิ่นและรสชาติของอาหาร ที่แปลกแตกต่างไปจะพลอยทำให้สมองของคุณรู้สึกเหมือนได้ไปท่องเที่ยวในสถานที่แปลกใหม่นั้นด้วย
9. ปิดประสาทรับเสียง
ลองใช้สำลี หรือที่อุดหูโดยเฉพาะ เพื่อฝึกใช้แต่ประสาททางสายตาและทางจมูกดูสักพัก ไม่แน่นะคุณอาจค้นพบความสามารถพิเศษแปลกใหม่ที่คุณไม่คิดว่าจะมีอยู่ในตัวเองก็เป็นได้
10. ใส่ใจในสัมพันธ์แห่งรัก
การหมั่นเติมความรู้สึกที่ดีๆ ให้กับชีวิตคู่ของคุณอยู่เสมอ นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แนบแน่นขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยพัฒนาสมองและอารมณ์

แหล่งที่มา
Read more: http://www.novabizz.com/NovaAce/Neurobics.htm#ixzz3UuZJMjBc

8/28/2557

ความรัก 4 แบบ อะไรคือรักแท้?


1.รักตัวกลัวตาย เป็นความรักขั้นพื้นฐานที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน และที่เรียกว่าสรรพชีพ สรรพสัตว์ทุกชนิด  สรรพชีพ หมายถึง สิ่งมีชีวิตทั้งหลายซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตา ทั้งอยู่ในโลกเดียวกันกับเราหรืออยู่ในโลกอื่นออกไป สรรพสัตว์ หมายถึง สัตว์ทั้งปวงที่เรามองเห็นได้ด้วยตา สิ่งมีชีวิตทั้งหมดไม่ว่าจะเรียกว่าคน หรือไม่เรียกว่าคนก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีความรักขั้นพื้นฐานคือรักตัวกลัวตาย ความรักอย่างนี้ เป็นความรักอิงสัญชาติญาณการดำรงชีวิตรอด สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเกิดมาก็มีความรักชนิดนี้อยู่กับตัวแล้ว แต่ยังไม่ใช่รักแท้ เพราะในแง่ลบมันมีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว นั่นคือด้วยเหตุที่พยายามจะเอาตัวรอด ก็เป็นเหตุให้ต้องทำร้ายทำลายชีวิตอื่นดังนั้นความรักตัวกลัวตายจึงไม่เพียงพอ และยังไม่ใช่รักที่แท้ ต้องพัฒนาต่อไป

2.รักใคร่ปรารถนา เป็นความรักในเชิงชู้สาว เกิดขึ้นทั้งกับคนและกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งคือสรรพชีพ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่มีความผูกพันกันในเชิงชู้สาว ความรักชนิดนี้อิงอยู่กับสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ แท้ที่จริงรากฐานของความรักชนิดนี้ก็มาจากความรักชนิดที่ 1 คือ รักตัวกลัวตายนั่นเอง แต่ว่าประณีตขึ้น แสดงออกละเมียดละไมมากขึ้น ดูเหมือนว่าแทนที่จะรักตัวกลัวตายอย่างเดียว ก็เผื่อแผ่ใจออกไปรักคนอื่นด้วยแต่แท้ที่จริงที่รักคนอื่นก็เพื่อให้คนอื่นนั้นมารักตัวเอง หากมองอย่างลึกซึ้ง รักใคร่ปรารถนาก็ยังเป็นความรักที่มีความเห็นแก่ตัวปนอยู่นั่นเอง ฉะนั้นรักใคร่ปรารถนาจึงยังไม่พอ

3. รักเมตตาอารี ความรักอิงความผูกพันทางสายเลือด นามสกุล ศาสนา ชาติพันธุ์ ชนชั้นวรรณะ ภาษาและวัฒนธรรม พูดง่ายๆว่า เป็นความรักที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตระหนักรู้ว่าผู้ที่ร่วมสายพันธุ์เดียวกันกับตนนั้นเป็นพวกเดียวกันกับตน ความรักชนิดนี้บางครั้งเราก็เรียกว่า ความรักอิงสายเลือดบ้าง ความรักอิงความเมตตาบ้าง เช่น พ่อแม่รักลูก ครูบาอาจารย์รักลูกศิษย์ เพื่อนรักเพื่อน นายรักลูกน้อง มนุษย์ด้วยกันรักมนุษย์ สัตว์ด้วยกันรักสัตว์ คนชาติเดียวกันรักคนชาติเดียวกัน เช่นคนไทยรักคนไทยมากกว่าฝรั่ง ฝรั่งก็จะรักฝรั่งมากกว่าคนไทย จีนก็จะรักจีนมากกว่าแขก นี่เรียกว่ารักเมตตาอารี แม้จะเป็นความรักที่มีรากฐานอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่นั่นเอง เพราะยังมีข้อจำกัดว่าเลือกรักเลือกเมตตาเฉพาะเผ่าพันธุ์พงศสคณาญาติของตน แม้จะดูกว้างขวางแต่ก็ยังไปไม่พ้นพรมแดนของการถือเขาถือเราอยู่นั่นเอง

4. รักมีแต่ให้ เป็นความรักของมนุษย์ผู้ที่ได้ค้นพบภาวะความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานในหัวใจอย่างลึกซึ้ง แล้วหลุดพ้นจากกิเลสขึ้นมากลายเป็นอารยชน ความรักชนิดนี้เกิดขึ้นจากการมองเห็นความไร้แก่นสารหรือความไม่มีตัวตนของตนเอง จึงไม่มีตัวตนไว้สำหรับเห็นแก่ตัว เมื่อไม่เห็นแก่ตัว จึงเห็นแก่โลกทั้งผอง หัวใจไร้พรมแดน เกิดเป็นความรักขั้นสูงสุด มองคน มองสรรพชีพ มองสรรพสัตว์ทั้งหลายในลักษณะโลกทั้งผองพี่น้องกัน ความรักชนิดนี้เป็นความรักแท้ เปิดเผย บริสุทธิ์ จริงใจ โดยไม่เรียกร้องการตอบแทน เปรียบเสมือนแสงเดือนแสงตะวันที่สาดโลมผืนโลกโดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทน เปรียบเสมือนสายฝนและดงดอกไม้ที่ชโลมผืนโลก ให้ความชุ่มชื่นเย็น งดงาม และไม่ต้องการให้ใครมองเห็นคุโณปการของตัวเอง เป็นดอกไม้ก็ส่งกลิ่นหอม แล้วร่วงโรยไปตามวันเวลาอย่างสงบเงียบ ไม่ปรารถนาจะเป็นที่ปรากฎอะไร

ธรรมะ โดย: พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

ขอบคุณข้อมูลจาก :: www.inwza.com

8/21/2557

บันได 5 ขั้น พัฒนาสู่ความสุข


บันได 5 ขั้น พัฒนาสู่ความสุข
บันไดขั้นที่ 1 มองตัวเองว่าดีและมีค่าทุกวัน ในแต่ละวันให้นึกถึงความดี และความโชคดีของตนเอง เริ่มต้นด้วยการตื่นนอนตอนเช้า ให้ยิ้มกับตัวเอง และนึกว่าโชคดี
ที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ให้นึกถึงความดีของตนเองที่เคยทำมาแล้วในอดีต (ที่สามารถนึกได้ง่าย ๆ) เช่น เคยทำบุญ เคยช่วยคนที่อ่อนแอกว่า เคยสงเคราะห์สัตว์ ฯลฯ คิดว่าตัวเองดี
และมีคุณค่าที่ได้เคยทำสิ่งดี ๆ และให้นึกซ้ำ ๆ จะได้เกิดความเชื่อตามที่นึกนั้น คุณก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจ และเชื่อว่าตัวเองมีความดี ความเก่ง ตามความเป็นจริงในขณะนั้น
ด้วย คุณจะเกิดความอยากมีชีวิตอยู่ และสร้างสิ่งที่ดี ๆ ให้กับชีวิตต่อไป และต้องอวยพรตัวเองเสมอ ๆ อย่าแช่ง หรือตำหนิตัวเอง และอย่ารอให้คนอื่นมาชื่นชมคุณ ซึ่งมักจะไม่ได้
ดั่งใจ หรือได้มาก็ไม่สมใจ
บันไดขั้นที่ 2 มองคนอื่นดี มองโลกในแง่ดี ขั้นนี้คุณจะต้องมองว่าทุก ๆ คน มีขีดจำกัดของความสามารถ ความดี ความเก่งกันทุกคน ตามความเป็นจริงของเขา ซึ่งไม่
เท่ากัน และไม่เหมือนกันเลย ส่วนความไม่ดี หรือไม่เก่งของเขา (ซึ่งมีกันทุกคน) ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขาไป ให้มองเฉพาะส่วนที่ดีของเขาเท่านั้น ถ้าคุณทำได้เช่นนี้ คุณก็จะ
เป็นคนที่มองอนาคต และชีวิตดี มีความหวังที่ดีในชีวิตตลอดเวลา สองสิ่งนี้ ถ้าคุณทำเป็นนิสัย คุณจะพบว่า โลกนี้มีสิ่งที่ดี ๆ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่าง ๆ และท้ายที่สุดก็จะ
กลายเป็นสุขนิยมทั้งชีวิต
บันไดขั้นที่ 3 ทำวันนี้ให้ดีที่สุด คือการอยู่กับปัจจุบัน ทำกิจกรรมในวันนี้และเวลานี้ให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ทุกข์ร้อน หรือคาดหวังกับผลลัพธ์ของมัน ไม่ว่า
จะสมใจ หรือไม่สมใจก็ตาม จงชื่นชมในความตั้งใจทำเต็มความสามารถของตนเอง และคิดต่อว่า ในอนาคตจะต้องทำให้ดีกว่านี้ นอกจากนั้น คุณต้องเลิกจดจำ หรือนึกถึงเรื่อง
ที่ไม่ดีที่เกิดกับคุณในอดีต เพราะการจดจำเรื่องราวที่ไม่ดีในอดีต เท่ากับคุณไปสะกิดแผลในใจ และจะทำให้คุณเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้ปัจจุบันคุณไม่มีความสุข และ
กลัวว่าอนาคตจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีซ้ำ ๆ อีก
บันไดขั้นที่ 4 มีความหวังและเชื่อว่าอนาคตจะดีเสมอ ความหวัง ความเชื่อ เกิดจากความคิดถึงบ่อย ๆ หรือได้ยินบ่อย ๆ จงนึกและบอกกับตัวเองเสมอว่า อนาคตจะ
ดีขึ้นอีกเรื่อย ๆ จะส่งผลให้เกิดกำลังใจมากขึ้น อยากพบเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตโดยไม่กลัว มีอารมณ์ขัน และไม่จริงจังกับชีวิตมากนัก แต่จะมีความหวังที่ดี ๆ (Good Hope) อยู่เสมอ แต่อย่ามีความคาดหวัง (Expectation) กับชีวิต เพราะถ้าคาดหวังกับชีวิต เรามักจะกลัว หรือกังวลว่าจะไม่ได้ผลลัพธ์ดังความคาดหวัง หรือเมื่อได้มาแล้วก็มักไม่พอใจ จึงอาจทำให้เกิดทุกข์ได้    
บันได้ขั้นที่ 5 ปรับปรุงตัวเองเสมอ โดยปรับปรุง 4 ส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิตคือ
          1. การงาน ให้มีความขยัน อดทน หมั่นหาความรู้ใส่ตัว และกล้าลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ควรทำ จะทำให้มีการลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิตได้เรื่อย ๆ และปรากฏเป็นผลงาน
ที่ชัดเจน
          2. ครอบครัว จะต้องยึดหลักที่เป็นมงคลต่อกันคือ ไม่อิจฉา ไม่ระแวง ไม่แข่งขัน ไม่นอกใจ รู้จักการให้และการอภัย มีน้ำใจ และรู้จักเกรงใจกัน
          3. สังคม หมั่นสร้างมิตรเสมอ มีการให้ความสำคัญกัน ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และพูดจากันแบบปิยะวาจา
          4. ตนเอง ต้องมีการพัฒนาตนเองเสมอ มีความภูมิใจตนเองตามความเป็นจริง สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ และมีกำลังใจที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น
          เมื่อบุคลากรขององค์กรแต่ละบุคคลได้ใช้ชีวิตการทำงานอยู่กับสิ่งที่ตนเองพอใจก็จะทำให้มีสภาพจิตใจ และอารมณ์ที่ดี ซึ่งส่งผลให้ทำงานดีตามไปด้วย ดังนั้น จึงจำเป็น
อย่างยิ่งที่แต่ละองค์การจะต้องศึกษาหรือแสวงหาหนทางให้เกิดความสอดคล้องต้องกันของความพึงพอใจระหว่าง พนักงานและองค์การ เพื่อให้องค์การสามารถบรรลุเป้าหมาย
สูงสุด
 ข้อมูล จาก www.stou.ac.th/study/sumrit/8-57(500)/page1-8-57(500).html

7/23/2557

ความสุขที่ถูกมองข้าม





บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว
เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น
เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว
ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่
ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา
ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น
ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น

แทนที่จะแสวงหาแต่ความสุขจากการได้
ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี หรือจากสิ่งที่มี
ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให้
กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข
สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม
และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย
จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการไม่มี
นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี
และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้
เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการให้
และ การไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง


ธรรมะ โดย พระไพศาล วิสาโล
ขอบคุณข้อมูลจาก :: www.inwza.com

7/05/2556

สุขภาพกับโรคตาในวัยทำงาน


สุขภาพกับโรคตาในวัยทำงาน
ในคนวัยทำงาน ดวงตาถือเป็นเรื่องสำคัญในการทำงาน ซึ่งในหนึ่งวัน คนในวัยทำงานจะต้องใช้สายตามากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ดังนั้นการถนอมดวงตาให้ปลอดภัยจากโรคต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คนในวัยทำงานต้องทำมากที่สุด
โรคตาที่พบได้บ่อยในวัยทำงานที่ควรรู้จัก ได้แก่ สายตาผิดปกติ ปัญหาจากการใช้คอมพิวเตอร์ ต้อลมและต้อเนื้อ อุบัติเหตุกับดวงตา
สายตาผิดปกติสายตาผิดปกติ คือภาวะที่ทำให้ตามัว มีลักษณะคล้ายการถ่ายภาพไม่ชัดหรือภาพไม่โฟกัส อาจเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง  การแก้ไขการเห็นภาพไม่ชัดจากภาวะสายตาผิดปกติมีดังนี้คือ
การใช้แว่นตา เป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย โดยทั่วไปอย่างน้อยในการวัดแว่นสายตาครั้งแรก ควรได้พบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าไม่มีโรคทางตาอื่นที่รุนแรงแว่นตาควรได้รับการเปลี่ยนเมื่อการมองเห็นภาพด้วยแว่นนั้นเริ่มไม่ชัด หรือทำให้ผู้ใช้แว่นตารู้สึกปวดตาหรือปวดศีรษะ
การใช้คอนแทกเลนส์ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้มีปัญหาในการใช้แว่นตา คอน แทกเลนส์มีทั้งชนิดใช้ชั่วคราวแล้วทิ้ง และชนิดถาวรใช้ได้ ๑-๒ ปี โดยทั่วไปคอนแทกเลนส์ทุกชนิดให้ใส่เฉพาะเวลาที่จำเป็น ห้ามใส่นอน และควรดูแลความสะอาดอย่างถูกต้อง เพราะการใช้คอนแทกเลนส์ผิด วิธีมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้
การใช้เลเซอร์แก้ไขสายตา เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย  โดยทั่วไปมักทำในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปีขึ้นไป ที่ระดับสายตาผิดปกติเริ่มไม่เปลี่ยนแปลง และต้องไม่มีโรคประจำตัวชนิดที่เป็นข้อห้าม
ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาสายตาผิดปกติที่สนใจจะทำเลเซอร์แก้ไขสายตา ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจสภาพตาก่อนรับคำแนะนำเพื่อการตัดสินใจต่อไป
ปัญหาจากการใช้คอมพิวเตอร์
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับคนวัยทำงานเป็นอย่างมาก บางคนอาจจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์นานถึง ๘-๑๐ ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาปวดตาจากการเพ่งสายตา เคืองตาจากภาวะตาแห้ง และตามัว
จากการเพ่งค้างของเลนส์ตา ซึ่งมีข้อแนะนำสำหรับการใช้คอมพิวเตอร์ดังนี้
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาปวดตาจากการเพ่งหรือตามัวจากการเพ่งสายตาค้าง ควรมีการหยุดพักสายตาทุก ๓๐ นาทีของการใช้คอมพิวเตอร์ โดยการมองไปบริเวณกว้างๆ เช่นนอกหน้าต่างอย่างน้อย ๓-๕ นาทีก่อนกลับมาทำงานกับคอมพิวเตอร์ใหม่ จะช่วยลดอาการปวดตาและตาพร่าได้
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเคืองตาจากตาแห้ง แนะนำให้หลีกเลี่ยงการนั่งใช้คอมพิวเตอร์บริเวณที่มีลมพัด ทั้งจากพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ และแนะนำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์กะพริบตาบ่อยๆ เมื่อรู้สึกเคืองตา หากอาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมจะทำให้อาการเคืองตาดีขึ้นได้
โรคต้อลมและต้อเนื้อเกิดจากเยื่อบุตาขาวสัมผัสสิ่งระคายเคือง เช่น ลม ฝุ่นหรือแสงแดดจ้าๆ เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดการหนาตัวและอักเสบของเยื่อบุตาขาว ซึ่งหากมีการหนาตัวเฉพาะบริเวณตาขาว จะเรียกว่าโรคต้อลม ต่อมาหากอาการของโรครุนแรงมากขึ้น อาจลุกลามเข้าบริเวณตาดำจะเรียกว่าโรคต้อเนื้อ ซึ่งอาการของโรคต้อลมและโรคต้อเนื้อ คือ จะทำให้รู้สึกเคืองตา แสบตา ตาแดงบริเวณต้อเมื่อสัมผัสกับฝุ่น ลม หรือแสงแดดจ้าๆ ซึ่ง นอกจากจะทำให้เกิดการอักเสบของต้อแล้ว ยังทำให้ต้อลมและต้อเนื้อลุกลามมากขึ้น
ดังนั้น ผู้ป่วยโรคต้อลมและต้อเนื้อ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่น ลม และแสงจ้า  นอกจากนั้นต้องไม่ซื้อยาหยอดตาจากร้านขายยามาหยอดตาเอง เพราะยาบางชนิดอาจมีส่วนผสมของสตีรอยด์ซึ่งอาจทำให้ตาบอดจาก
โรคต้อหินแทรกซ้อนได้
อุบัติเหตุกับดวงตา
ดวงตาเป็นอวัยวะที่ต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เพราะอุบัติเหตุอาจทำให้ต้องสูญเสียดวงตาไปตลอดชีวิต วิธีการป้องกันอุบัติเหตุต่อดวงตาที่พบได้บ่อยในวัยทำงานได้แก่
สิ่งแปลกปลอมปลิวหรือกระเด็นเข้าตา กรณีเป็นฝุ่นปลิวเข้าตา ห้ามใช้มือขยี้ตา เพราะจะทำให้ฝุ่นฝังแน่นในกระจกตา
ดังนั้น เมื่อมีฝุ่นปลิวเข้าตา ให้หลับตากะพริบตา น้ำตาจะล้างฝุ่นออกจากตาได้ หรืออาจใช้การลืมตาในน้ำสะอาดก็มักทำให้ฝุ่นออกจากตาได้
สำหรับกรณีสิ่งแปลกปลอมที่รุนแรงเข้าตา เช่น การตอกเศษตะปูกระเด็นเข้าตา หรือการถูกสารเคมีกระเด็นเข้าตา โดยทั่วไปในการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุต่อดวงตา ควรใส่อุปกรณ์ป้องกันตาม
มาตรฐาน แต่หากเกิดอุบัติเหตุต่อดวงตาแล้วควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที
อุบัติเหตุจากกระจกรถยนต์ เป็นสาเหตุอุบัติเหตุต่อดวงตาที่พบได้บ่อย เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์หากผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จะมีโอกาสสูงที่ใบหน้าหรือดวงตาจะพุ่งไปกระทบกับกระจกหน้ารถทำให้กระจกรถบาดดวงตาทำให้ตาบอดได้
ดังนั้น ทุกครั้งที่ขับขี่หรือนั่งโดยสารรถยนต์ ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ เพื่อป้องกันการถูกเศษกระจกรถบาดดวงตา ทำให้ตาบอดได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาด www.teenee.com

ข้อแตกต่าง ระหว่าง ผู้ชนะ กับ ผู้แพ้

1) ผู้ชนะ : เมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาด จะพูดว่า ฉันทำผิดเอง
ผู้แพ้ : เมื่อพบข้อผิดพลาด จะพูดว่า ไม่ใช่ความผิดของฉัน

2) ผู้ชนะ : จะทำงานหนักกว่าปกติ และมีเวลามากกว่าผู้แพ้ 
ผู้แพ้ : จะทำงานแบบยุ่งทั้งวัน โดยที่ไม่คิดว่า งานไหนควรทำก่อน ทำหลัง 

3) ผู้ชนะ : จะเผชิญหน้ากับปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหานั้น 
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงข้าม คือหลีกเลี่ยงปัญหา 

4) ผู้ชนะ : จะลงมือทำงานให้ปรากฏผลงานขึ้น 
ผู้แพ้ : จะให้แต่คำสัญญา คือมีแต่ลมปาก แต่ไม่ลงมือ 

5) ผู้ชนะ : จะพูดว่า ฉันทำได้ดี แต่ยังไม่ดีเท่ากับที่ฉันต้องการ  
ผู้แพ้ : จะพูดว่า ยังมีคนอื่นอีกหลายคนที่มีผลงานแย่กว่าตัวเขา  

6) ผู้ชนะ : จะตั้งใจฟัง แล้วทำความเข้าใจ และ สามารถตอบสนองได้ 
ผู้แพ้ : จะรออย่างเดียว โดยไม่ฟัง ไม่ทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด รอจนกว่าจะถึงคิวที่จะได้พูดเรื่องของตัวเอง

7) ผู้ชนะ : จะยอมรับ นับถือคนที่มีความสามารถเหนือกว่า และจะเรียนรู้จากคนเหล่านั้น
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงข้ามและจะพยายาม หาข้อผิดพลาดของคนที่เหนือกว่าเขา 

8) ผู้ชนะ : จะมีความรับผิดชอบ ไม่เพียงแต่งานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น จะช่วยคิดให้องค์กรประสบความสำเร็จ( ไม่ใช่ไปก้าวก่าย งานคนอื่นนะ ) 
ผู้แพ้ : จะไม่กล้าที่จะช่วยเหลือคนอื่น และ มักจะพูดว่า ฉันไม่ว่าง กำลังทำงานของฉันอยู่

9) ผู้ชนะ : ต้องมีวิธีที่จะทำให้ดีขึ้นได้เสมอ 
ผู้แพ้ : จะพูดว่า นี่คือหนทางเดียวที่ทำได้  

10) ผู้ชนะ : จะแบ่งปันบทความนี้ไปยังเพื่อนๆของเขา 
ผู้แพ้ : จะเก็บบทความนี้เอาไว้ เพราะว่าเขาไม่มีเวลาที่จะแบ่งปันไปให้คนอื่น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  www.teenee.com

6/20/2556

การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคที่เร่งรีบแบบนี้ การบริหารจัดการเวลาถือเป็นสิ่งที่คนเราทุกคนควรทำ เพราะกิจวัตรประจำวัน ของแต่ละคนมีไม่เหมือนกันทั้งที่ทำงาน บ้าน หรือโรงเรียน บางครั้งอาจทำให้เวลาพันกันยุ่งเหยิง ไปหมด เกิดความกังวล และความเครียดขึ้นได้ เนื่องจากไม่รู้จะจัดลำดับอะไรก่อนหลังดี

วันนี้ทีมงาน Life & Family มีเทคนิคการบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพจากนักกิจกรรมบำบัดมาฝากกัน

สำหรับใครที่มีงานมะรุมมะตุ้มจนไม่รู้จะแบ่งเวลาพักผ่อนอย่างไรดี สันติ จันทวรรณ นักกิจกรรมบำบัด โรงพยาบาลมนารมย์ ให้แนวทางว่า อาจเริ่มจากการมองเรื่องการใช้เวลาในแต่ละวันก่อนซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ใน 1 วันทุกคนมีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมง แล้วใน 24 ชั่วโมง ควรทำอะไรบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในวัยเรียนหรือวัยทำงาน การจัดเวลาที่ทำให้เข้าใจง่ายนั้น จะแบ่งจำนวน 24 ชั่วโมงของวันเป็น 3 ส่วน และได้สูตรคือ 8 : 8 : 8 ซึ่งจะมีลักษณะดังนี้

8 ชั่วโมง สำหรับ การนอนหลับ พักผ่อน

8 ชั่วโมง สำหรับ การทำงาน หรือการเรียน

8 ชั่วโมง สำหรับกิจวัตรประจำวันต่างๆ เช่น อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร เดินทาง เข้าสังคม ตลอดจนกิจกรรมยามว่าง

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเวลาใน 1 วัน มีโครงสร้างการดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างชัดเจนในแต่ละวัน หากจัดเวลาให้เหมาะสมตามรูปแบบข้างต้น ซึ่งในบางกรณีสามารถปรับเปลี่ยนลักษณะชั่วโมงต่างๆ ตามสูตรแล้วแต่ลักษณะหน้าที่การงาน การดำเนินชีวิต และสภาพสังคม

นอกจากแบ่งเวลาการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว นักกิจกรรมบำบัด บอกต่อว่า การจัดลำดับของสิ่งที่ทำนั้นก็ช่วยทำให้คุณใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพได้ อย่างน้อย ๆ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรเริ่มทำสิ่งใดก่อนหลังดี ซึ่งมีอยู่ 4 กลุ่มได่แก่
1. สำคัญและเร่งด่วน 2. สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน 3.ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน 4. ไม่สำคัญ และไม่เร่งด่วน โดยแต่ละกลุ่มนั้น อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ดังรายละเอียดต่อไป

สิ่งสำคัญและเร่งด่วน

เป็นสิ่งที่จำเป็น และต้องทำทันที เช่น ป่วยไม่สบายทนไม่ไหวต้องไปหาหมอ ต้องไปจ่ายค่าไฟฟ้า เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายที่ครบกำหนดจ่าย น้ำมันรถหมดต้องเติมปั้มที่ใกล้ที่สุดทันที สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถผ่อนผันเวลาได้ ต้องทำทันทีและถูกบังคับจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ถ้าไม่ทำแล้วจะก่อปัญหา และถ้าหากมีสิ่งนี้มากเกินไปจะทำให้ชีวิตค่อนข้างวุ่นวายกดดัน ยุ่งเหยิงตลอดเวลา ซึ่งอาจเกิดได้จากสถานการณ์บังคับ ผัดวันประกันพรุ่งหรือไม่ค่อยใส่ใจ
สิ่งสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน

เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และสามารถวางแผนไว้ล่วงหน้าได้ เช่น มีนัดไปอบรมสัมนา 3 วัน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือมีนัดทำสัญญาการจัดจ้างอีก 2 สัปดาห์ หรือมีนัดพักผ่อนกับครอบครัวช่วงปลายปี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่อยากทำและสามารถวางแผนจัดการเวลาไว้ล่วงหน้าได้ ซึ่งมักส่งผลให้มีการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพและชีวิตมีเป้าหมายในการใช้เวลาในแต่ละวัน

สิ่งไม่สำคัญแต่เร่งด่วน

เป็นสิ่งที่ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ ซึ่งต้องเผชิญและต้องตัดสินใจในขณะนั้นทันที เช่น มีคนโทรศัพท์มาชวนทำบัตรเครดิต มีคนขอความช่วยเหลือถามทาง เพื่อนชวนไปกินข้าวด้วยตอนนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มาขัดจังหวะการใช้เวลาและขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในขณะนั้น ซึ่งส่งผลทำให้การใช้เวลามีประสิทธิภาพลดลง

สิ่งไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน

เป็นสิ่งที่ทำไปตามอารมณ์หรือความรู้สึก ซึ่งทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เช่น เล่นเกมฆ่าเวลา นอนจนเกินความต้องการ ดูโทรทัศน์ไปเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเพลิดเพลินแต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ควรลดให้เหลือน้อยที่สุด

โดยทั้งนี้ นักกิจกรรมบำบัดแนะว่า ควรลองนำสิ่งต่าง ๆ ที่จัดตาม 4 กลุ่มข้างต้นมาจัดเรียงลำดับกัน โดยเรียงจากสิ่งที่ต้องทำในกลุ่มสิ่งสำคัญและเร่งด่วนเป็นอันดับแรก สิ่งสำคัญแต่ไม่เร่งด่วนเป็นอันดับสอง สิ่งไม่สำคัญแต่เร่งด่วนเป็นอันดับสาม และสิ่งไม่สำคัญ ไม่เร่งด่วนเป็นอันสุดท้าย นั่นจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการที่จะเริ่มทำอะไรก่อนหลังอย่างไม่ยุ่งเหยิง

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ หากผู้อ่านท่านใดมีเทคนิคการบริหารจัดการเวลาที่ทำแล้วได้ผล เข้ามาบอกกันได้นะครับ บางทีวิธีของท่านอาจจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านท่านอื่น ๆ ไม่มากก็น้อย

แหล่งที่มา  http://www.novabizz.com/NovaAce/Time/Time_Management-Effective.htm

3/21/2556

เทคนิคการทำงานเป็นทีมให้เกิดประสิทธิภาพ

  การที่จะทำให้องค์กรก้าวไปสู่ความสำเร็จไม่ว่าจะในระดับใดก็ตามนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องอาศัยกระบวนการและเทคนิคที่หลาย ๆ คนรู้จักกันเป็นอย่างดีว่า “ทีมเวิร์ก” ซึ่งการทำงานแบบทีมเวิร์กจะมีประสิทธิภาพสูงสุด อาจจะฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่อาศัยเทคนิคง่าย ๆ ก็จะทำให้การทำงานแบบทีมเวิร์กสำเร็จได้ไม่ยากเย็น

สร้างจุด “โฟกัส” เพื่อการทำงานเป็นทีม

          หนึ่งในหลาย ๆ สิ่งที่จะทำให้การทำงานเป็นทีม (Teamwork) ประสบความสำเร็จนั้น ทีมงานต้องไม่หลงลืมที่จะสร้างจุด “โฟกัส” ให้กับการทำงาน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เมื่อเราเข้าใจทิศทางของการทำงานอย่างถูกต้องครบถ้วนเหมือนกันแล้ว ก็จะทำให้การทำงานง่ายและสะดวกมากขึ้น เพราะเมื่อเรารู้ทิศทาง ตลอดจนรู้หน้าที่ของเราว่าเราจะต้องทำงานอย่างไรจึงจะทำให้ทีมก้าวไปสู่เป้า หมายได้อย่างมั่นคง ไม่เพียงแต่การสร้างจุด “โฟกัส” จะช่วยให้การทำงานมีจุดมุ่งหมายเท่านั้น แต่การทำงานอย่างมีจุดโฟกัสยังช่วยทำให้เกิดความรู้สึกร่วม อันจะนำไปสู่การความสำเร็จของการทำงานเป็นทีมอีกด้วย

เพิ่มความรู้สึกร่วมต่อการทำงาน
          การจะทำให้การทำงานแบบทีม เวิร์กมีจุดแข็งนั้น ทีมต้องไม่ละเลยที่จะสร้างความรู้สึกร่วม ให้มีแรงบันดาลใจในการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แต่จะมาทำงานโดยที่ต้องเฝ้ารอคำสั่ง ไร้ทิศทาง หรือปล่อยเวลาให้หมดไปวัน ๆ เท่านั้น เพราะการจะบรรลุเป้าหมายโดยนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้นั้น ต้องไม่ใช่บุคคลเพียงคนเดียวที่จะออกคำสั่งหรือดำเนินการ แต่ทุกคนในทีมต้องมีความรู้สึกร่วมกัน ต้องการรับผิดชอบร่วมกัน โดยสร้างภาวะผู้นำให้กับทุก ๆ คนในทีม อีกทั้งยังต้องให้ทีมรับรู้และเข้าใจตรงกันว่าจุดมุ่งหมายร่วมกันนั้นคือ อะไร เพื่อจะได้เกิดความรู้สึกร่วม และช่วยกันออกความคิดเห็นให้ไปในแนวทางเดียวกัน

ภาวะผู้นำกับความสำเร็จของทีมเวิร์ก
          หลายคนอาจรู้สึกคัดค้านขึ้น ภายในใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำกับการทำงานเป็นทีมว่าจะเกิดขึ้นได้ อย่างไร เราต้องไม่ลืมว่าการแสดงออกถึงความเป็นคนที่มีภาวะผู้นำนั้น ไม่ได้หมายความว่าคน ๆ นั้นจะต้องการทำให้ตัวให้โดดเด่นเหนือกว่าใครในการทำงาน หากแต่เป็นหนทางหนึ่งที่จะแสดงความคิดเห็น และดึงความสามารถที่ตนเองมีออกมาช่วยให้ทีมได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาวะผู้นำจะช่วยให้เราอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมภายในทีม ทำให้เราได้ทำงานได้ตรงตามหน้าที่ของเรา โดยที่ไม่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นตัวถ่วงที่จะทำให้การทำงานล่าช้า ภาวะผู้นำนั้นต้องมาจากการฝึกฝนตนเองเพื่อทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าอยากจะ ทำงานโดยสำนึกรู้ถึงหน้าที่ของตน ไม่ต้องรอให้ใครมาบังคับ และการทำงานอย่างมีภาวะผู้นำนี้ยังอาจจะช่วยให้คนรอบข้างเราได้รับอิทธิพล ของการทำงานอย่างมีระบบนี้ไปใช้ให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปลดปล่อยพลังในการทำงาน
         เทคนิคการทำงานเป็นทีม  วิธีหนึ่งที่จะทำให้การทำงาน แบบทีมเวิร์กสำเร็จได้นั้น ผู้ทำงานต้องรู้จักปลดปล่อยพลังในการทำงานให้ออกมามากที่สุด เพื่อให้เกิดไฟในการทำงานและศักยภาพที่เต็มเปี่ยม อันจะส่งผลให้ผลลัพธ์กลับมาสู่องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตรงประเด็นและเป้าหมายที่ทีมได้วางไว้ โดยไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญ การส่งเสริมการปลดปล่อยพลังของคนทำงาน แทนการเก็บกดและปิดบังศักยภาพ ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อการทำงาน แต่ยังช่วยสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่เกี่ยงกันทำงาน ซึ่งจะทำให้การทำงานเป็นทีมมีความแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น

ที่มา  http://th.jobsdb.com/th